การเก็บรักษาลำไยสด
เครื่องอบแห้งลำไย
เครื่องมือที่เกี่ยวกับ "ข้าว"
เครื่องแกะกระเทียม
เครื่องคัดขนาดกลีบกระเทียม
 

 

 

การเก็บรักษาลำไย

ชื่อเรื่อง : การควบคุมการเน่าเสียของผลลำไย (Dimocarpus Longan Lour spp. Longan var. Longan)
หลังการเก็บเกี่ยวด้วยสารอะเซทัลดีไฮด์

ผู้เขียน : วรุณรักษ์ ราษีนวล
ที่มา : มหาวิทยาลัยเชียงใหม่
ปี : พ.ศ.2539

จากการศึกษาอิทธิพลของสารอะเซทัลดีไฮด์ต่อการเน่าเสียของผลลำไยหลังการเก็บเกี่ยว โดยผลลำไยด้วยสารอะเซทัลดีไฮด์ที่ปริมาตรต่าง ๆ หรือที่ความเข้มข้นต่าง ๆ ในกล่องพลาสติกปิดสนิท ปริมาตร 8,000 ลบ.ซม. และการจุ่มด้วยสารอะเซทัลดีไฮด์ชุดควบคุมใช้น้ำและ/หรืออากาศในแต่ละชุดการทดลองมี 3 ซ้ำ ๆ ละ 30 ผล (น้ำหนักประมาณ 390 กรัม) จากนั้นนำผลลำไยแต่ละชุดไปเก็บไว้ที่ 20 องศาเซลเซียส พบว่าการใช้สารอะเซทัลดีไฮด์ปริมาตร 10 ลบ.ซม. เป็นเวลา 9 ชั่วโมง หรือการใช้สารเข้มข้น 100 เปอร์เซ็นต์ นาน 8 ชั่วโมง มีผลในการควบคุมโรคจากเชื้อราของผลลำไยพันธุ์ดอ ในขณะที่การใช้สารเข้มข้น 80 เปอร์เซ็นต์ เป็นเวลา 8 ชั่วโมง หรือการจุ่มผลในสารละลายเข้มข้น 30 เปอร์เซ็นต์ เป็นเวลา 10 นาที มีผลควบคุมโรคจากเชื้อราของผลลำไยพันธุ์เบี้ยวเขียวได้

จากการสำรวจเชื้อราของผลลำไยพันธุ์เบี้ยวเขียวหลังการเก็บเกี่ยวที่เปลือกด้านนอกพบเชื้อ Aspergillus flavus, Aspergillus niger, Fusarium sp. และ yeast ที่เปลือกด้านในพบเชื้อ Lasiodiplodia sp., Phomopsis sp., Fusarium sp. และ Curvularia sp. ที่ขั้วภายในผลพบเชื้อ Aspergillus niger, Lasiodiplodia sp., Fusarium sp. และเชื้อราในกลุ่ม unknown ภายในเมล็ดพบเชื้อ Pestalotiopsis sp. และเชื้อราในกลุ่ม unknow ภายหลังการให้สารอะเซทัลดีไฮด์ในรูปสารรมความเข้มข้น 40 เปอร์เซ็นต์ 12 ชั่วโมง และ 80 เปอร์เซ็นต์ เป็นเวลา 4 ชั่วโมง หรือที่ความเข้มข้นมากกว่านี้กับผลลำไยพันธุ์เบี้ยวเขียว พบว่าสารอะเซทัลดีไฮด์มีผลในการควบคุมการเจริญของเชื้อ Fusarium sp. ที่ผิวเปลือกด้านนอก เชื้อ Lasiodiplodia sp. ที่เปลือกด้านในผลและควบคุมเชื้อ A. niger ที่ขั้วภายในผล รวมทั้งมีผลควบคุมเชื้อ Pestalotiopsis sp. ภายในเมล็ด

จากการศึกษาผลของสารรมอะเซทัลดีไฮด์ต่อการเจริญของเส้นใยของเชื้อรา Lasiodiplosia sp., Fusarium sp., Pestalotiopsis sp., Curvularia sp. และ Phomopsis sp. บนอาหาร PDA ที่อุณหภูมิ 25 องศาเซลเซียส โดยใช้สารอะเซทัลดีไฮด์ที่ความเข้มข้น 40 เปอร์เซ็นต์ 12 ชั่วโมง หรือที่ความเข้มข้นสูงกว่ามีผลในการฆ่าเส้นใยของเชื้อทั้ง 5 ชนิด และมีผลยับยั้งการงอกของสปอร์เชื้อรา Fusarium sp., Pestalotiopsis sp. และ Curvularia sp. บน slide culture หลังบ่มเป็นเวลา 48 ชั่วโมง

อย่างไรก็ตามสำหรับการใช้สารอะเซทัลดีไฮด์ยังไม่เหมาะสมที่จะนำมาใช้ในทางการค้า เนื่องจากระดับความเข้มข้นที่ให้ผลในการควบคุมเชื้อราหลังการเก็บเกี่ยวมีผลกระทบต่อคุณภาพของผลได้แก่ การทำให้สีเปลือกด้านในเข้มขึ้น และเนื้อผลเหลืองเข้มขึ้น รวมทั้งกลิ่นของสารที่ยังคงตกค้างในเนื้อผล

 

ชื่อเรื่อง : ผลของสารประกอบคาร์บอเนตและไบคาร์บอเนตต่อคุณภาพและการควบคุมเชื้อรา Lasiodiplodia sp.
และ Pestalotionosis sp. บนผลลำไยหลังการเก็บเกี่ยว

ผู้เขียน : กัลยา วิธี
ที่มา : มหาวิทยาลัยเชียงใหม่
ปี : พ.ศ.2540

ผลของสารประกอบคาร์บอเนตและไบคาร์บอเนตของโพแทสเซี่ยม โซเดี่ยม และแอมโมเนียม ต่อการเจริญของเส้นใยของเชื้อรา Lasiodipiodia sp. และ Pestalotiopsis sp. ที่ผสมลงในอาหาร PD/4A โดยใช้ความเข้มข้น 50 100 และ 200 mM (มิลลิโมล) การใช้สารโพแทสเซี่ยมคาร์บอเนต โซเดี่ยม-คาร์บอเนต แอมโมเนียมคาร์บอเนต และแอมโมเนียมไบคาร์บอเนต ทั้งสามความเข้มข้น มีผลทำให้เส้นใยของเชื้อราทั้งสองชนิดหยุดการเจริญ(ตาย) และสารโพแทสเซี่ยมไบคาร์บอเนต และโซเยมไบคาร์บอเนต มีผลลดการเจริญของเส้นใยของเชื้อราทั้งสองชนิด โดยมีประสิทธิภาพเพิ่มขึ้นเมื่อใช้สารความเข้มข้นสูง

การศึกษาผลของสารโพแทสเซี่ยมคาร์บอเนต โซเดี่ยมคาร์บอเนต แอมโมเนียมคาร์บอเนต และแอมโมเนียมไบคาร์บอเนต ความเข้มข้น 50 100 200 400 และ 800 mM ต่อคุณภาพหลังการเก็บเกี่ยวของผลลำไยพันธุ์ดอ การจุ่มสารทำให้ผลลำไยเกิดการเปลี่ยนแปลงสีผิวเปลือกด้านนอกเป็นสีน้ำตาลเข้มเร็วขึ้น คุณภาพการบริโภคลดลงอยู่ในระดับไม่ยอมรับเมื่อเก็บรักษาที่ 10 oซ เป็นเวลา 8 วัน ถึงแม้ว่า มีผลต่อคุณภาพทางเคมีไม่เด่นชัด แต่มีผลในการลดปริมาณเชื้อบริเวณผิวเปลือกด้านนอก และชะลอการเกิดโรคบนผลลำไยทั้งที่ไม่ปลูกเชื้อและปลูกเชื้อ Lasiodiplodia sp. และ Pestalotiopsis sp. ในระยะเวลาสั้น ๆ ได้ และเมื่อเก็บรักษานานขึ้นมีการเจริญของเชื้อราบนผลลำไยมากขึ้น

 

ชื่อเรื่อง : การเก็บรักษาผลลำไยที่อุณหภูมิต่ำ
ผู้เขียน : ดนัย บุณยเกียรติ นิธิยา รัตนาปนนท์ และทองใหม่ แพทย์ไชโย
ที่มา : มหาวิทยาลัยเชียงใหม่
ปี :

ผลลำไยพันธุ์ดอ (ใช้สาร KClO3) ผลลำไยพันธุ์ดอ พันธุ์สีชมพู และพันธุ์เบี้ยวเขียวได้รับการเก็บรักษาที่อุณหภูมิ 1 5 และ 10 องศาเซลเซียส นาน 14 วัน เพื่อศึกษาถึงระดับอุณหภูมิที่ก่อให้เกิดอาการสะท้านหนาว ผลปรากฏว่าที่อุณหภูมิ 1 องศาเซลเซียส ผลลำไยทุกพันธุ์จะแสดงอาการสะท้านหนาวโดยที่เปลือกด้านในมีสีเข้มขึ้น และมีการรั่วไหลของสารอีเลคโตรไลท์ที่เปลือกมากขึ้น ส่วนที่อุณหภูมิ 5 และ 10 องศาเซลเซียส ผลลำไยมีลักษณะเหมือนกัน และไม่แสดงอาการสะท้านหนาว สีเปลือกด้านในและการรั่วไหลของสารอีเลคโตรไลท์ที่เปลือกเป็นดัชนีที่สามารถบอกถึงการเกิดอาการสะท้านหนาวได้